แชร์

MBTI Marketing การตลาดที่ต้องเข้าใจลูกค้าจาก Personality ไม่ใช่ Demographics

อัพเดทล่าสุด: 5 มิ.ย. 2026
14 ผู้เข้าชม

เมื่อก่อน การทำ Customer persona หรือการจัดกลุ่มลูกค้า มักเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ลูกค้าของเราอายุเท่าไหร่?” “เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?” “มีรายได้เท่าไหร่?” หรือ “อาศัยอยู่ที่ไหน?” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำ Segmentation และการวางกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

แต่ในปี 2026 การตลาดต้องเข้าใจลูกค้าลึกซึ้งมากขึ้น เพราะถึงแม้ลูกค้าสองคนที่มีอายุเท่ากัน อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน และมีรายได้ใกล้เคียงกัน แต่อาจจะมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  หรือบางครั้ง ก็ตัดสินใจซื้อจากข้อมูลเชิงเหตุผล หรือตัดสินใจจากอารมณ์และความรู้สึก หรือบางคนชอบการได้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ ก่อนใคร  ซึ่งนี่ คือเหตุผลที่การตลาดสมัยใหม่ เริ่มหันมาสนใจแนวคิด MBTI Marketing หรือการออกแบบกลยุทธ์การตลาด โดยอาศัยความเข้าใจใน “บุคลิกภาพ” ของลูกค้า มากกว่าการมองแค่ข้อมูล Demographics แบบเดิม  

คำถามสำคัญคือ MBTI Marketing คืออะไร และสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจไทยได้อย่างไร? ดังนั้นบทความนี้ จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่ ความหมาย บุคคลิกภาพเฉพาะ จาก 16 Personalities เพื่อช่วยให้คุณออกแบบ และจัดการแคมเปญ ให้ตรงกับอารมณ์ และบุคลิกภาพเฉพาะกลุ่ม MBTI ของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

 

MBTI Marketing คืออะไร ?

 

MBTI Marketing คือแนวคิดทางการตลาดที่นำหลักการของ MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) มาใช้ในการทำความเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และวิธีการตัดสินใจของลูกค้า เพื่อออกแบบการสื่อสารทางการตลาดให้สอดคล้องกับลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย

โดยจะต่างจากการตลาดแบบดั้งเดิม ที่เน้นการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographics) เช่น อายุ เพศ รายได้ หรือพื้นที่อาศัย ซึ่ง MBTI Marketing จะให้ความสำคัญกับคำถามที่ลึกกว่า เช่น ลูกค้ากลุ่มนี้ตัดสินใจจากเหตุผลหรืออารมณ์? หรือพวกเขาชอบข้อมูลเชิงลึกหรือภาพรวม? ต้องการความมั่นใจจากข้อมูลและหลักฐาน หรือได้รับแรงจูงใจจากเรื่องราวและแรงบันดาลใจ? ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า คนที่มีข้อมูลประชากรศาสตร์เหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าจะมีพฤติกรรมการซื้อเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารการตลาดอายุ 35 ปี จำนวน 2 คน อาจมีรายได้และตำแหน่งงานใกล้เคียงกัน แต่คนหนึ่งอาจตัดสินใจเลือกซอฟต์แวร์จากตัวเลข ROI และข้อมูลเชิงเทคนิค ขณะที่อีกคนอาจให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งาน ความง่ายในการเริ่มต้น และภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า

ดังนั้น MBTI Marketing จึงไม่ได้เป็นเพียงการติดป้ายว่าลูกค้าเป็น INTJ หรือ ENFP เท่านั้น แต่เป็นการใช้ความเข้าใจด้าน Personality เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการรับสาร การตัดสินใจ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ

 

ทำไม MBTI Marketing จึงได้รับความนิยมในปี 2026


การเติบโตของ AI, Customer Data Platform (CDP), Marketing Automation และ Behavioral Analytics ทำให้องค์กรสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ละเอียดกว่าที่เคย ดังนั้นการทำการตลาด จึงไม่ได้มองเพียงแค่จำนวนคลิกหรือยอดขาย แต่เริ่มมองหาคำตอบว่าลูกค้าต้องการข้อมูลประเภทใด คอนเทนต์รูปแบบไหนที่พวกเขามีส่วนร่วมมากที่สุดหรือช่องทางไหนที่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ดีที่สุด และปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ

ดังนั้น MBTI Marketing จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง Data Analytics และ Human Understanding ทำให้องค์กรสามารถสร้างการสื่อสารที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น แม้อยู่ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและ AI

อย่างไรก็ตาม MBTI Marketing ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจัดประเภทลูกค้า แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้นักการตลาดเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้ กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดยุคใหม่ที่เน้น Customer-Centric และ Hyper-Personalization อย่างแท้จริง

 

ตัวอย่างการสื่อสารกับลูกค้า แต่ละ Personality: เมื่อการใช้กาารตลาดแบบเดียว ไม่สามารถชนะใจทุกคนได้


หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของการทำการตลาด คือการคิดว่าลูกค้าทุกคนจะตอบสนองต่อข้อความในรูปแบบเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง แม้ลูกค้าจะสนใจสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน แต่เหตุผลที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจซื้ออาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางคนต้องการตัวเลขและข้อพิสูจน์ บางคนต้องการแรงบันดาลใจ ขณะที่บางคนมองหาความมั่นใจ และความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ

ดังนั้นหากองค์กรสามารถเข้าใจรูปแบบการคิดเหล่านี้ได้ การสร้าง Marketing Communication ที่ตรงใจ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง MBI Marketing แบบรูปแบบ หรือแระเภทบุคลิกของลูกค้า ออกเป็น 4 แบบ ดังนี้ 

 

1. กลุ่ม Analyst (INTJ, INTP, ENTJ, ENTP) : นักคิดเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อในข้อมูลมากกว่าความรู้สึก


กลุ่ม Analyst เป็นกลุ่มที่มักถูกพบในตำแหน่งผู้บริหาร นักวิเคราะห์ นักพัฒนาเทคโนโลยี หรือผู้มีหน้าที่ตัดสินใจเชิงธุรกิจ พวกเขาเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามก่อนเชื่อ และต้องการหลักฐานก่อนตัดสินใจ ซึ่งสำหรับคนกลุ่มนี้ คำว่าดีที่สุด หรือได้รับความนิยม อาจไม่มีน้ำหนักมากพอ ที่จะทำให้พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ

เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือตัวเลขที่วัดผลได้จริง กรณีศึกษาที่พิสูจน์ผลลัพธ์ หรือข้อมูลเชิงเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และแนวโน้มตลาดและข้อมูลเชิงลึก หากเป็นสินค้าประเภทบริการ ดังนั้นการสื่อสารที่เหมาะสมจึงควรเน้นการให้ข้อมูลมากกว่าการขาย

ตัวอย่างข้อความที่ควรใช้ : หากเป็นการขายแพลตฟอร์ม Marketing Automation ควรใช้ข้อความว่า "ธุรกิจที่ใช้ Marketing Automation สามารถลดต้นทุนการทำงานได้เฉลี่ย 32% และเพิ่ม Conversion Rate ได้สูงสุด 35% ภายใน 3 เดือน" มากกว่าบอกว่า แพลทฟอร์มนี้ดี 

เพราะสำหรับธุรกิจ B2B ในประเทศไทย กลุ่ม Analyst มักเป็นผู้บริหารระดับ C-Level, CIO, CTO, IT Manager หรือ Data Manager ซึ่งถือเป็น Decision Maker สำคัญในหลายองค์กร

 

2. กลุ่ม Diplomat (INFJ, INFP, ENFJ, ENFP) : ลูกค้าที่ตัดสินใจจากความหมายมากกว่าราคา


ในขณะที่ Analyst มองหาข้อมูล แต่กลุ่ม Diplomat กลับมองหาความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับคุณค่าของแบรนด์ วิสัยทัศน์องค์กร ผลกระทบต่อสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้า และประสบการณ์ที่ได้รับ เพราะพวกเขาไม่ได้ซื้อเพราะสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อเพราะเชื่อในสิ่งที่แบรนด์ยืนหยัด ซึ่งคือเป็นเหตุผล ที่หลาย ๆ แบรนด์ระดับโลกลงทุนกับ Storytelling Marketing มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างข้อความที่ควรใช้ :  "ระบบของเราช่วยจัดการข้อมูลลูกค้าได้ดีขึ้น” ลองเปลี่ยนเป็น "เราเชื่อว่าทุกธุรกิจควรมีเวลาโฟกัสกับลูกค้า มากกว่าการเสียเวลาไปกับงานเอกสารที่ซับซ้อน" เพราะข้อความลักษณะนี้สร้างความรู้สึกร่วมได้มากกว่า

ดังนั้น Content ที่เหมาะกับ Diplomat ได้แก่ Storytelling Content, Customer Success,  Story Founder Story หรือ Behind the Scene Content เป็นต้น

 

3. กลุ่ม Sentinel (ISTJ, ISFJ, ESTJ, ESFJ) : ลูกค้าที่ต้องการความมั่นใจมากกว่าคำสัญญา


Sentinel เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อย ในองค์กรธุรกิจไทย โดยเฉพาะในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร การเงิน กฎหมาย และการจัดการความเสี่ยง ในการขายสินค้า หรือบริการ คนกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาสิ่งใหม่ที่สุด แต่กำลังมองหา "สิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด" ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ พวกเขามักตั้งคำถามว่ามีใครใช้งานอยู่แล้วหรือไม่? ได้รับมาตรฐานอะไรบ้าง? หรือหากเกิดปัญหาจะมีคนช่วยหรือไม่? และบริษัทมีความมั่นคงแค่ไหน ? ดังนั้น สำหรับคนกลุ่มนี้  การสร้างความน่าเชื่อถือจึงสำคัญกว่าการสร้าง Excitement

ตัวอย่างข้อความที่ควรใช้ :  "เราเป็นแพลตฟอร์ม Cloud ที่ล้ำสมัย" อาจไม่ทรงพลังเท่ากับ "ได้รับการรับรอง ISO 27001, CSA STAR และมี SLA 99.99% พร้อมทีม Support ตลอด 24 ชั่วโมง"  

 

4. กลุ่ม Explorer (ISTP, ISFP, ESTP, ESFP) : ลูกค้าที่อยากสัมผัสประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ


Explorer เป็นกลุ่มที่ชอบความรวดเร็ว ชอบลองสิ่งใหม่ และไม่ชอบขั้นตอนที่ยุ่งยาก พวกเขามักไม่ต้องการอ่าน Whitepaper 20 หน้า หรือต้องฟัง Proposal Presentation นานๆ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ สามารถทดลองใช้ หรือทดลองชิม ได้เลยรือไม่ ซึ่งกลุ่มนี้ คือกลุ่มลูกค้าที่ตอบสนองต่อ Experience Marketing ได้ดีที่สุด

แทนที่จะบอกคุณสมบัติของสินค้าเป็นข้อ ๆ ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทดลองใช้งานจริง ตัวอย่างเช่น ทดลองระบบฟรี Demo แบบ Interactive หรือ Workshop ทดลองใช้งาน เป็นต้น เพราะสำหรับ Explorer มักเป็นกลุ่ม Early Adopter ที่พร้อมทดลองเทคโนโลยีใหม่ก่อนคนอื่น หากแบรนด์สามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจได้ตั้งแต่ครั้งแรก พวกเขาจะกลายเป็น Word-of-Mouth ที่ทรงพลังอย่างมาก

ตัวอย่างข้อความที่ควรใช้ :  "ทดลองใช้ AI Chatbot ฟรี 14 วัน พร้อมสร้าง Bot ตัวแรกได้ทันที"

 

จะทำอย่างไร หากลูกค้าไม่ได้มี Personality แบบเดียว ?

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ MBTI Marketing ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อติดป้ายบุคลิกของลูกค้า แต่เป็นการเข้าใจแนวโน้มการคิดและการตัดสินใจ

เพราะในความเป็นจริง ลูกค้าหนึ่งคนอาจมีลักษณะของหลาย Personality ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่นครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือสภาพแวดล้อมที่บังคับ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารองค์กร ต้องการข้อมูล ROI แบบ Analyst ต้องการความน่าเชื่อถือแบบ Sentinel และต้องการเห็น Vision ของแบรนด์แบบ Diplomat

ดังนั้นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การเลือก Personality เพียงประเภทเดียว แต่เป็นการออกแบบ Customer Journey ให้ตอบโจทย์หลายมิติ เช่น

  • Awareness Stage ใช้ Storytelling ดึงดูดกลุ่ม Diplomat
  • Consideration Stage ใช้ Case Study และ Data สำหรับ Analyst
  • Decision Stage ใช้ Certification และ Customer Reference เพื่อสร้างความมั่นใจให้ Sentinel
  • Trial Stage เปิด Demo และ Free Trial สำหรับ Explorer

เมื่อทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกัน ธุรกิจจะสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ครอบคลุมมากกว่าการใช้ Demographics เพียงอย่างเดียว และนี่คือเหตุผลที่ MBTI Marketing กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Customer Experience และ Marketing Communication ในปี 2026 และอนาคตต่อจากนี้

 

วิธีเริ่มต้นใช้ MBTI Marketing สำหรับองค์กร และ Agency

 

1. ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก

เริ่มจากการเก็บข้อมูล เช่น ลูกค้าชอบอ่านคอนเทนต์ประเภทใด ใช้เวลาบนเว็บไซต์หน้าไหน หรือตอบสนองต่อข้อความแบบไหน เพื่อให้เข้าใจ และสามารถจัดกลุ่มลูกค้ได้อย่างเบื้องต้น 

2. สร้าง Persona ที่ลึกกว่าเดิม

หลังจากจัดกลุ่มแล้ว เราสามารถอธิบายพฤติกรรม ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของแบรนด์ เป็นแบบไหน และอะไร มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่สุด เช่น ลูกค้ากลุ่มผู้บริหาร จะตัดสินใจจากข้อมูล ต้องการความมั่นใจ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เป็นต้น 

3. ปรับ Content ให้หลากหลาย

จากที่กล่าวไปข้างต้น แบรนด์ หรือธุรกิจไม่ควรผลิตคอนเทนต์รูปแบบเดียว แต่ควรมี Content ที่หลากหลาย เช่น บทความเชิงข้อมูล ข้อมูล Case Study หรือ Video Storytelling เพื่อรองรับลูกค้าหลาย Personality

4. ใช้ AI และ Marketing Automation

เพราะเครื่องมือ AI สามารถช่วย วิเคราะห์พฤติกรรม แบ่งกลุ่มลูกค้า สร้าง Personalized Content ส่งข้อความที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม ได้แบบ Real-Time จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า ที่ป้อนเข้าระบบ

 

สรุป


การตลาดในปี 2026 กำลังเปลี่ยนจากยุคของ Mass Marketing ไปสู่ยุคของ Personalized Marketing อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าข้อมูล Demographics จะยังคงมีความสำคัญ แต่ส่วนนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการเข้าใจลูกค้าในยุคดิจิทัลอีกต่อไป

ดังนั้น แนวคิด MBTI Marketing ช่วยให้นักการตลาดมองเห็นมิติของบุคลิกภาพ วิธีคิด และแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งนำไปสู่การสร้างคอนเทนต์ แคมเปญ และ Customer Journey ที่ตรงใจมากยิ่งขึ้น

ที่ Clicknext เราเชื่อว่าการตลาดยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากการรู้ว่าลูกค้าอายุเท่าไรหรืออยู่ที่ไหน แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจว่าลูกค้าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และต้องการอะไรในแต่ละช่วงเวลาของ Customer Journey เพราะเมื่อธุรกิจเข้าใจ “มนุษย์” ได้ลึกกว่าเดิม การสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจและผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง

Clicknext 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
Claude AI กับบริษัทไทย: ตัวอย่างการใช้งาน ในรูปแบบ Enterprise ที่น่าจับตามองในปี 2026
บทความนี้ Clicknext จะพาคุณไปรู้จักกับ Use Case ยอดนิยมของ Claude Enterprise ว่าองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย นำ Claude มาช่วยลดงาน Manual เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และช่วยให้การทำงานให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วมากขึ้นได้อย่างไร
4 มิ.ย. 2026
2026 People Trends : เมื่อคนทำงานเลือก Work Life Inteligence มากกว่า Work Life Balance
รู้จัก Work-Life Intelligence เทรนด์การทำงานปี 2026 ที่มาแทน Work-Life Balance พร้อมแนวทางใช้ AI และ Automation เพิ่ม Productivity และลดการ Burnout สำหรับองค์กรยุคใหม่จาก Clicknext
29 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้